ประกาศจากบล็อก

ทางเราได้ย้ายบล็อกและทำบล็อกเกี่ยวกับอีบุ็คใหม่ และเราจะทำการปิดบล็อกนี้ในไม่ช้า สามารถโหลดอีบุ็คผ่านทางบล็อกใหม่ได้ที่ http://load-ebook.blogspot.com/
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระน่ารู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระน่ารู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555

25 ความจริงเกี่ยวกับตัวเราที่คุณอาจไม่รู้




เรียบเรียงข้อมูลโดย กระปุกดอทคอม

           ในชีวิตของคนเราแต่ละวัน มักจะได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างมากมาย แต่ถ้าหากพูดถึงเรื่องความจริงของร่างกายคนเราแล้ว เชื่อเลยว่าคงไม่มีใครเรียนรู้เรื่องราวของร่างกายตัวเองได้ทั้งหมด แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก ๆ ก็เถอะ วันนี้กระปุกดอทคอม ก็เลยขอนำข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับร่างกายที่รวบรวมไว้ในเว็บไซต์ psychofactz.com มาฝากกันค่ะ เพื่อให้หลาย ๆ คนได้รู้จักเรื่องของร่างกายตัวเองกันมากขึ้นเสียหน่อย...เอ้า พร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย


            คนเราไม่สามารถพูดได้พร้อม ๆ กับสูดลมหายใจเข้า และเช่นเดียวกัน คนเราไม่สามารถกลืนอาหารได้พร้อม ๆ กับหายใจ

           เมื่อคนเรารับประทานอาหารอิ่มมาก ๆ ประสิทธิภาพในการได้ยินของเราจะลดลง






           การร้องเพลงนั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนทุกคน มันสามารถทำให้คนเรามีความสุขและมีอายุยืนได้

           เคยมีงานวิจัยเปิดเผยว่า คนเรามีความคิดสร้างสรรค์ในตอนกลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน

           คนเราไม่สามารถฆ่าตัวตายได้โดยการกลั้นหายใจ

           ทุกครั้งที่คนเราจาม หัวใจของเราจะหยุดเต้น และเราไม่สามารถลืมตาได้ขณะที่เราจาม

           หากคนเราอดหลับอดนอนตอนกลางคืน ร่างกายจะเผาผลาญเพิ่มขึ้นประมาณ 161 แคลอรี

           ไม่ว่าคนเราจะพยายามอย่างไร ก็ไม่มีใครจดจำช่วงเริ่มต้นของความฝันได้



           ผู้ชายยิ่งมีนิ้วนางยาวเท่าไร ยิ่งเป็นคนมีแรงขับทางเพศมากเท่านั้น (อุ๊บส์!)

           เซลล์กว่า 5,000 เซลล์ในร่างกายคุณจะตายลง และถูกแทนที่ด้วยเซลล์ใหม่ ภายในระยะเวลาที่คุณอ่านประโยคนี้จบ

           การปัสสาวะตอนอาบน้ำ ทำให้เราประหยัดน้ำได้กว่า 1,157 แกลลอนต่อปี

           อวัยวะ 2 ส่วนของคนเราที่สามารถทำความสะอาดตัวเองได้ คือ อวัยวะเพศหญิง และดวงตา

           คนที่มีไอคิวสูง มีแนวโน้มจะนอนดึกมากกว่าคนที่มีไอคิวต่ำ

           เวลาที่ใครจั๊กจี้คุณ การหัวเราะนั้นมาจากการที่คุณหวั่นวิตกและตกใจ ดังนั้น จึงไม่แปลกที่คุณไม่สามารถจั๊กจี้ตัวเองให้หัวเราะได้ เพราะร่างกายคุณไม่มีความกลัวและตกใจตรงนี้

           เคยมีงานวิจัยเปิดเผยว่า คนที่ตื่นก่อน 7 โมงเช้า จะผอม และมีความสุขมากกว่าคนที่ตื่นหลังจากนั้น

           หูขวาของคนเรา ฟังคำพูดได้ดีกว่าหูซ้าย ขณะที่หูซ้ายนั้น จะฟังดนตรีได้ดีกว่าหูขวา

           การอ่านหนังสือท่ามกลางแสงสลัว ไม่ได้ทำให้สายตาเสีย

           การฟังเพลงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอย่างไม่น่าเชื่อ

           ยิ่งผู้ชายช่วยตัวเองมากเท่าไร ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น


           การมีเซ็กส์ทำให้ผู้หญิงสวยขึ้น เพราะระหว่างที่มีเซ็กส์นั้น ร่างกายจะขับฮอร์โมนเอสโตรเจนออกมาถึงสองเท่า และส่งผลให้ผมสลวยเป็นเงางาม และผิวพรรณก็นุ่มนวลขึ้น

           เมื่อคุณฝันว่าคุณปัสสาวะ คุณก็มักจะปัสสาวะในความจริงด้วย

           การนอนหลับทำให้ความจำดีขึ้น และมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

           ปัสสาวะที่ขับออกมาใหม่ ๆ สะอาดกว่าน้ำลายและผิวหน้าของคุณตั้งเยอะ

           เด็กเกิดใหม่จะร้องไห้โดยไม่มีน้ำตาไหล เพราะยังไม่มีท่อน้ำตา จนกว่าจะอายุได้ 1 เดือน

           เล็บมือของเราจะยาวเร็วกว่าเล็บเท้าถึง 4 เท่า




          และนี่คือทั้ง 25 ความจริงที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับร่างกายของตัวเอง ที่เรานำมาฝากกันวันนี้ เชื่อว่าความจริงหลาย ๆ ข้อคงทำให้หลายคนถึงกับอึ้ง ทึ่ง และงงกันเลยทีเดียวล่ะ ขณะที่ความ จริงอีกหลายข้อ คงจะทำให้ใครหลายคนได้ปรับความคิดเสียใหม่ เพราะมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับร่างกายตัวเองมาโดยตลอดเลยใช่ม้าาา อิอิ

>>> Read more >>>

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555

10 วลี...เพื่อชีวิตที่เป็นสุข



          ชีวิตของเราเกี่ยวข้องกับคนรอบข้าง ในขณะที่ชีวิตของคนรอบข้างก็เกี่ยวข้องกับเรา ความสุข ความทุกข์ของเราส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลมาจากคนรอบข้างในขณะเดียวกันเราก็ส่ง อิทธิพลต่อความสุขความทุกข์ของคนรอบข้างด้วย คนรอบข้างทุกข์เราก็ทุกข์ คนรอบข้างสุขเราก็สุข แล้วทำในเราจึงไม่ทำให้ทั้งเราและเขาต่างก็มีแต่ความสุขล่ะครับ

          จากประสบการณ์สู้ ชีวิตในโลกธุรกิจนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงใหม่ๆ ความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ว่าทุกคนมีความสามารถที่จะสร้างสิงดีงามให้ เกิดกับตนเองได้ประกอบกับทัศนะการมองโลกทางบวก และความสามารถในการ “ใช้คำพูดเพื่อปลุกเร้าจิตใจผู้คน ให้รู้จักสร้างความสุขให้กับชีวิตตนเองและผู้อื่น” ของ ริช เดอวอส ประธานผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจแอมเวย์ ซึ่งส่งอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนทั่วโลกหลายล้านคนในปัจจุบัน และเป็นประธานสโมสรบาสเกตบอลออร์แลนโด แมจิก นำมาสู่หนังสือที่ทรงคุณค่าเล่มหนึ่ง Ten Powerful Phrases for Positive People

          หนังสือเล่มนี้ ริช เดอวอส นำเสนอคำพูด 10 คำ ที่เขาใช้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของผู้คนจำนวนมหาศาลจากทั่วทุกมุมโลก และเช่นกัน คำพูดเหล่านี้ก็สามารถที่จะสร้างสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นกับตัวเรา ลูกของเรา ครอบครัวของเรา ตลอดจนผู้คนในสังคมรอบ ๆ ตัวเราได้เช่นกัน

          ลองทำความเข้าใจกับคำพูด 10 ประโยคนี้ และนำไปลองใช้ดู ผมเชื่อว่าสิ่งดีๆ จะเกิดกับชีวิตครอบครัว และชุมชนของเรา

I’m wrong

The image “http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/fashion/Amore.gif” cannot be displayed, because it contains errors. 1.ฉันผิดเอง

          การที่เราทำผิด แล้วยอมรับผิดด้วยการพูด "ฉันผิดเอง" ช่วยให้สถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้นได้แทบจะทันที โดยเฉพาะกับคนที่ใกล้ชิดของเราเอง การยอมรับผิดช่วยให้ทุกคนรู้สึกโล่งใจ และพร้อมที่จะก้าวไปสู่อีกขั้นของการแก้ปัญหา

          ตรงกันข้าม ถ้าหากเราปากแข็ง พยายามแก้ตัวต่าง ๆ นานาเพื่อโยนความผิดให้พ้นตัว นอกจากจะไม่ทำให้ปัญหาคลี่คลายแล้ว อาจจะสร้างความไม่พอใจระหว่างกันให้เกิดขึ้นได้

I’m sorry

The image “http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/fashion/Amore.gif” cannot be displayed, because it contains errors. 2.ขอโทษ

          คำพูดนี้หากใช้ร่วมกับคำในข้อ 1 คือ "ฉันผิดเอง ขอโทษ" จะทรงพลังมาก คนทะเลาะกันส่วนใหญ่ มาจากความคิดที่ไม่ตรงกัน ของฉันถูกของเธอผิด

          แต่ถ้ามีใครสักคนเริ่มต้นยอมรับผิดและยอมขอโทษ "ฉันผิดเอง ฉันขอโทษ" การทะเลาะเบาะแว้งกันนั้นจะจบลงทันที และจะนำไปสู่คุณภาพที่มากขึ้นของสัมพันธภาพที่มีต่อกัน แต่ต้องออกมาจากใจ การเสแสร้งทำโดยไม่ได้เกิดจากความจริงใจ ไม่สามารถคลี่คลายปัญหาได้

You can do it

The image “http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/fashion/Amore.gif” cannot be displayed, because it contains errors. 3.คุณสามารถทำได้

          เป็นคำพูดที่เสริมแรงบันดาลใจให้คนได้ดี ในความเป็นพ่อแม่ เป็นหัวหน้าคน ผมคิดว่าท่านคงเคยเจอว่าลูกไม่มั่นใจหรือผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกลังเล

          การที่เราพูดกับเขาด้วยคำพูด "คุณสามารถทำได้" จะทำให้เขาเกิดความมั่นใจและเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ และเขาจะพัฒนาตนเองไปในทางที่ดีขึ้น

I believe in you

The image “http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/fashion/Amore.gif” cannot be displayed, because it contains errors. 4.ฉันเชื่อคุณ

          เป็นคำพูดที่ทำให้คนฟังรู้สึกว่าตนเองมีค่า เพราะสิ่งที่เขามีอยู่ซึ่งอาจจะเป็นความสามารถ ข้อมูลเรื่องราวหรือความรู้ต่าง ๆ นั้น ได้ถูกยอมรับว่ามีค่า ท่านอาจใช้ร่วมกับคำพูดในข้อ 3 แล้วจะเห็นว่ายิ่งเสริมพลังกันขึ้นไปอีก "เรื่องนี้ยาก แต่ลูกทำได้ แม่เชื่อในความสามารถของลูก"

I’m proud of you

The image “http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/fashion/Amore.gif” cannot be displayed, because it contains errors. 5.ฉันภูมิใจในตัวคุณ

          "กับข้าวฝีมือคุณอร่อยมาก ทุกคนชอบผมภูมิใจในตัวคุณจัง" แต่พูดประโยคทำนองนี้กับคนในบ้าน เพื่อร่วมงาน แล้วจะเห็นว่าคนที่ได้ยินมีความสุขมากเพียงไร

Thank you

The image “http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/fashion/Amore.gif” cannot be displayed, because it contains errors. 6.ขอบคุณ

          ผมได้ไปร่วมงานประชุมวิชาการของมูลนิธิแห่งหนึ่งในต่างประเทศ ในงานเลี้ยงปิดการประชุม ประธานมูลนิธิได้เชิญพนักงานของโรงแรมที่ดูแลการประชุมครั้งนี้ นับตั้งแต่พนักงานต้อนรับ พนักงานเสิร์ฟ พนักงานบริการเครื่องดื่ม มายืนอยู่ที่หน้าห้องประชุมแล้วประกาศว่า ตลอดการประชุมที่ผ่านมา พวกเขาเหน็ดเหนื่อยเพียงไรกับการดูแลผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด ขอให้ที่ประชุมปรบมือเพื่อเป็นการขอบคุณพนักงาน

          โรงแรมนี้รับผิดชอบจัดการประชุมให้กับมูลนิธินี้มากว่า 20 ปี พนักงานทุกคนถือว่านี่คืองานที่พวกเขาต้องทุ่มเท เพราะคำขอบคุณที่ได้รับจากประธานมูลนิธิในทุกครั้งที่มีการประชุม นี่คือพลังของคำขอบคุณ

I need you

The image “http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/fashion/Amore.gif” cannot be displayed, because it contains errors. 7.ฉันต้องการคุณ

          "งานชิ้นนี้ของเราจะไม่สำเร็จเลย ถ้าขาดคุณ" การที่เราขาดใครไม่ได้ แปลว่าเขาสำคัญกับเรายิ่งนัก คนที่รู้ว่าตัวเองมีค่ากับใครก็ตามย่อมทำให้เขารู้สึกมีความสุข และเขาก็จะทำให้เรามีความสุขด้วย

I trust you

The image “http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/fashion/Amore.gif” cannot be displayed, because it contains errors. 8.ผมไว้ใจคุณ

          ความไว้วางใจที่เราแสดงออกต่อผู้อื่นจะทำให้ผู้รับเกิดความภูมิใจ และเขาก็จะตอบสนองด้วยการให้ความไว้วางใจกับเรา เช่นกัน

I respect you

The image “http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/fashion/Amore.gif” cannot be displayed, because it contains errors. 9.ผมนับถือคุณ

          "อะไรก็ตามที่คุณทำ ผมเห็นด้วยเสมอ เพราะผมนับถือคุณ" คนที่แสดงทัศนะแบบนี้กับผู้อื่นได้ด้วยความจริงใจ จะได้รับการสนองตอบแบบเดียวกันด้วยการได้รับการนับถือกลับมา

I love you

The image “http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/fashion/Amore.gif” cannot be displayed, because it contains errors. 10.ผมรักคุณ

          "แม่รักหนู", "ผมรักคุณ", "ฉันรักเธอ" คำเหล่านี้สั้น กระชับ แต่มีพลัง เพราะคนที่พูดมักจะได้รับการตอบรับจากคนที่เป็นผู้ฟังเสมอ

          ท่านสามารถปรับคำพูดเหล่านี้เพื่อให้ เหมาะกับสถานการณ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ในครอบครัว ในที่ทำงาน ในหมู่เพื่อนฝูงญาติมิตร หรือแม้แต่ในชุมชนของท่านเอง แล้วท่านจะพบว่าคุณภาพของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้อื่นนั้น เราสามารถทำให้ดีขึ้นได้เพียงแค่คำพูดไม่กี่ประโยคเหล่านี้

          ริช เคอวอส เจ้าพ่อของแอมเวย์ใช้คำเหล่านี้มาตลอด ธุรกิจของแอมเวย์จึงได้เติบโตและแผ่ขยายไปทั่วโลกอย่างที่เราได้เห็นกันอยู่


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ปีที่ 30 ฉบับที่ 350 มีนาคม 2555



>>> Read more >>>

ทำไม Facebook ถึงต้องซื้อ Instagram

       ข่าว Facebook ซื้อ Instagram แล้ว เมื่อคืนนี้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของใครหลายๆ คน (ผมด้วย) และมีปฏิกริยาที่หลากหลายแตกต่างกันไป แต่ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือคัดค้าน ดีลนี้ก็คงเดินหน้าต่อไปไม่มีย้อนกลับ


การซื้อกิจการครั้งนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะถ้าพิจารณาดีๆ แล้วมันคือ "social network ที่ใหญ่ที่สุดในโลก" ซื้อกิจการ "social network บนมือถือรายใหญ่ของโลก" (พูดง่ายๆ คือเบอร์ 1 ซื้อเบอร์ 1 ในอีกวงการที่ใกล้เคียงกัน) และสะท้อนให้เห็นความเคลื่อนไหว ยุทธศาสตร์ กลยุทธที่น่าสนใจมากมาย
ในโอกาสนี้ก็ขอลองเขียนบทวิเคราะห์มุมมองของผมไว้สักหน่อยนะครับ
ทำไม Facebook ต้องซื้อ Instagram
คำถามที่สำคัญที่สุดในรอบนี้คือ "ทำไม Facebook ถึงตัดสินใจซื้อ Instagram"
ผมคิดว่าคำตอบคือ Instagram กำลังคุกคาม Facebook อย่างเงียบๆ การซื้อครั้งนี้ถือเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ทำลายว่าที่คู่แข่งในอนาคตตั้งแต่ยังเยาว์วัย
Instagram ไม่ใช่บริการชนิดเดียวกับ Facebook ที่มาชนกันตรงๆ (ไม่เหมือน Google+) แต่มันมีส่วนที่ทับซ้อนกับ Facebook อยู่ไม่น้อย ได้แก่
  • การแชร์รูปภาพ (ซึ่งเป็นจุดขายหลักของ Facebook มาตั้งแต่แรก)
  • มีความเป็นโซเชียลในตัวเอง ติดตามเพื่อนในเครือข่ายได้ คอมเมนต์กันได้ ฯลฯ
Facebook เป็นเครือข่ายสังคมที่เกิดมาบนโลกของเดสก์ท็อป และเอาชนะคู่แข่งรายอื่นๆ (เช่น Myspace) มาได้แบบเบ็ดเสร็จ แต่พอโลกเข้าสู่ยุคมือถือและสมาร์ทโฟน Facebook เองก็เริ่มปรับตัวไม่ทัน (ดูแอพของ Facebook สิครับ) และกลายเป็นช่องว่างให้เครือข่ายสังคมแบบ Instagram เกิดขึ้นมาได้
สมัยที่ทุกคนยังใช้แค่คอมพิวเตอร์ Facebook ยังรักษาสถานภาพของตัวเองไว้ได้สบาย เราออกไปเที่ยว ถ่ายภาพ กลับบ้านมาใช้คอม อัพโหลดรูปลง Facebook แล้วแท็กเพื่อนๆ คอมเมนต์กันเป็นที่สนุกสนาน Facebook ให้ประสบการณ์ตรงนี้ได้ดีมาก และถือเป็นนวัตกรรมของการแชร์รูปถ่ายในสมัยนั้น
แต่ในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟน ถ่ายรูปแล้วกดแชร์จากมือถือได้ตรงนั้นเลย คอมเมนต์กันเองได้จากแอพ Instagram เลย (ถึงแม้จะแชร์ลง Facebook ได้ด้วย) จะเห็นว่า Facebook เริ่มถูกตัดตอนออกไปจากวัฎจักรของผู้คนเสียแล้ว
Facebook เองก็คงรู้เรื่องนี้ดี แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องวิธีคิดขององค์กรที่โตมากับเดสก์ท็อป ทำให้ปรับตัวช้า (มาก) และทุกวันนี้แอพ Facebook ก็ยังมีความสามารถจำกัดอยู่มากเมื่อเทียบกับ Instagram (จริงๆ แล้วเครือข่ายสังคมลักษณะคล้ายๆ กันอย่าง Flickr เองก็ปรับตัวช้าเหมือนกัน น่าจะด้วยเหตุผลเดียวกัน) ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป Instagram โตขึ้นเรื่อยๆ มันจะเริ่มใหญ่พอมีอำนาจต่อรองกับ Facebook อย่างแน่นอน
ทางแก้ก็ตรงไปตรงมา สู้ไม่ได้ก็ซื้อเสีย ถ้าไม่ขายก็ขึ้นราคาไปเรื่อยๆ ซึ่งสถานะทางการเงินตอนนี้ของ Facebook เงินจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์ (ไม่ใช่เงินสดทั้งหมดด้วยซ้ำ) ก็ไม่ได้ถือว่าเกินเลยไปนัก แลกกับการรักษาสภาวะการนำของตัวเองในโลกโซเชียลต่อไป
Instagram ต่อจากนี้ไป
Mark Zuckerberg พูดไว้ชัดเจนว่าจะไม่แตะแบรนด์ Instagram และยังคงนโยบายเดิมๆ ของ Instagram ทั้งเรื่องกลุ่มเพื่อนเดิมๆ และความสามารถในการแชร์ไปยังเครือข่ายสังคมอื่นๆ
ตรงนี้ Zuckerberg ถือว่าฉลาด เพราะป้องกันคนหนีจาก Instagram ไปบริการอื่นได้เยอะ (แม้ว่าจะมีบ้างตามข่าวที่ออกมา) เพราะในแง่การใช้งานแล้ว Instagram ยังเหมือนเดิมทุกประการ ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากที่ผู้ใช้เดิมคาดหวังว่าควรมี ตื่นมาเช้าวันพรุ่งนี้ Instagram ก็ยังหน้าตาไม่เปลี่ยนแปลง
การที่ Instagram ยังคงฟีเจอร์เดิมไว้ก็ไม่มีอะไรเสียหายต่อ Facebook เพราะผู้ใช้ Instagram เกือบทุกคนน่าจะมี Facebook อยู่แล้ว และก็เชื่อมต่อเครือข่ายทั้งสองเข้ากันอยู่แล้ว การบีบให้ผู้ใช้ Instagram มาใช้ Facebook คงไม่ช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้ให้กับ Facebook อย่างมีนัยยะสำคัญนัก แถมยังทำให้คนต่อต้านเปล่าๆ
ในเบื้องต้นแล้ว ทั้งสองทีมคงแยกกันพัฒนาบริการของตัวเองขนานกันไปอีกระยะหนึ่ง อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องผิดธรรมเนียมของ Facebook ที่ปกติจะซื้อบริษัทเพื่อเอาคนมากกว่าเอาฐานลูกค้า (ดูอย่างกรณีของ Friendfeed หรือ Gowalla ก็ได้)
ผมคิดว่าในอนาคตอันใกล้อีกสัก 1 ปีข้างหน้า Instagram น่าจะเดินหน้าต่อด้วยแผนเดิมของตัวเอง และมีอิสระในการบริการงานพอสมควร
Facebook + Instagram
สิ่งที่น่าจับตาคือ Facebook จะนำจุดแข็งของ Instagram มาผนวกกับบริการของตัวเองได้อย่างไร
อันนี้บอกตามตรงว่าผมก็ยังนึกไม่ค่อยออก แบบง่ายที่สุดที่เป็นไปได้คือ ความสามารถด้านการถ่ายภาพและใส่ฟิลเตอร์ของ Instagram จะค่อยๆ ทยอยเข้ามาอยู่ในแอพ Facebook บนมือถือด้วย แต่ในระยะยาวแล้ว คิดว่ากำลังคนของ Instagram ที่เชี่ยวชาญการทำแอพมือถือ น่าจะเข้ามาช่วยพัฒนาส่วนอื่นๆ ของแอพ Facebook นอกเหนือจากฟีเจอร์ถ่ายภาพด้วย
เราคงต้องใช้เวลาเฝ้าดูกันอีกสักพักหนึ่งว่า Facebook จะสามารถใช้ประโยชน์จาก Instagram ได้มากแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ทีมงาน Instagram คงกลายเป็นกรณีศึกษาของการสร้างแอพที่ประสบความสำเร็จทั้งแง่ผู้ใช้และความ ร่ำรวยแก่นักพัฒนาทั่วโลก
และอีกสัก 5 ปีข้างหน้า ถ้าเราย้อนมามองดูเหตุการณ์นี้แล้ว ก็น่าจะสรุปได้ว่า Mark Zuckerberg มีวิญญาณเพชรฆาตที่เฉียบคมมากทีเดียว

ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
บทความโดย: mk



>>> Read more >>>

วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555

4 เคล็ดลับ หยุดผลัดวันประกันพรุ่ง




หากมัวแต่ผัดวันประกันพรุ่ง งานของคุณก็จะไม่มีวันสร็จ

1. จำเดดไลน์ไว้ให้ดี ในขณะที่คุณอาจเลื่อนลอยอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เมื่อภารกิจได้รับเดดไลน์ นั่นแปลว่ามันสำคัญจริงๆ เพราะเดดไลน์ไม่ได้สำคัญต่อคุณคนเดียวเท่านั้น ยังสำคัญต่อเพื่อนร่วมงาน ถ้าคุณทำงานไม่ทัน ทีมงานคนอื่นอาจเห็นว่าคุณไม่ให้ความเคารพและไม่รับผิดชอบ

2. จด ไม่ว่าจะใช้กระดาษหรือออร์แกไนเซอร์ การจดเดดไลน์เป็นสิ่งสำคัญมาก

3. แบ่งงาน หลายคนรู้สึกว่าเดดไลน์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหากเราแบ่งมันออกเป็นเดดไลน์ ย่อยๆ เช่น หากคุณมีพรีเซนต์วันศุกร์ ก็ลองกำหนดให้สไลด์เสร็จภายในวันอังคารสัก 70% แล้วที่เหลือเสร็จภายในวันพฤหัสบดี จะช่วยให้งานไม่ทับถมกันก่อนถึงเส้นตาย

4. มีตาข่ายรองรับ ถ้าคุณมีเดดไลน์ อย่าให้งานมารวมกันอยู่ในวันสุดท้าย ให้กำหนดเดดไลน์ส่วนตัวเป็นวันก่อนหน้า เพื่อที่คุณจะได้ตรวจความถูกต้องหรือซ้อมพรีเซนต์อีกรอบ หรือไม่ก็ทำโปรเจ็กต์อื่นๆ นี่จะช่วยให้งานคุณไม่ล่าช้าและยังได้เวลาพิเศษเผื่อมีปัญหาที่ต้องการการ แก้ไขด้วย


ขอขอบคุณ : นิตยสาร Lisa  ผู้สนับสนุนเนื้อหา

>>> Read more >>>

15 แกรมม่าอังกฤษ ที่ใช้ผิดกันบ่อย ๆ


ขอขอบคุณเนื้อหาและภาพประกอบจาก กระปุกดอทคอม


           แม้ว่าภาษาอังกฤษจะไม่ใช่ภาษาราชการของคนไทยเรา แต่ก็ต้องปรบมือให้ที่อย่างน้อยเราก็สามารถสื่อสารกับคนต่างชาติได้ดีใน ระดับหนึ่ง แม้จะเป็นภาษาพูดที่สปีคกันแบบสเนค ๆ ฟิช ๆ (งู ๆ ปลา ๆ) แต่ก็ยังคุยกันได้รู้เรื่อง (แม้บางครั้งอาจมีการใช้ภาษาสากลอย่างภาามือและภาษากายเข้ามาช่วยด้วยก็ตาม ^^") แต่เมื่อมาถึงการสื่อสารที่เป็นทางการขึ้นอย่างการเขียนแล้วล่ะก็ ต้องยอมรับเลยว่าเรายังไม่ค่อยแม่นเรื่องไวยากรณ์หรือแกรมม่ากันสักเท่าไหร่ ก็เลยมีใช้ผิดใช้ถูกกันอยู่เรื่อย บ้างก็มาจากความสับสนจากการพูด เพราะชินแต่พูดอย่างเดียว แถมยังออกเสียงกันแบบถูกบ้างผิดบ้าง พอให้มาเขียนก็เลยไม่รู้ว่าจะต้องสะกดอย่างไร

          วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยหยิบเรื่องราวไวยากรณ์ภาษาอังกฤษน่ารู้ จากเว็บไซต์ copyblogger มาฝากกัน เขาพูดถึงเรื่องแกรมม่าภาษาอังกฤษ 15 รูปแบบ ที่คนมักใช้ผิดกันบ่อย ๆ ไม่ใช่แค่กับคนไทยเท่านั้น แต่เป็นกับคนในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักทั่วโลกเลยล่ะ

         ใครที่สนใจหรือได้ใช้ภาษาอังกฤษกันอยู่บ่อย ๆ มาดูไปพร้อม ๆ กันเลยจ้า

1.  YOUR / YOU'RE
          Your  เป็นสรรพนามใช้แสดงความเป็นเจ้าของ ว่าของสิ่งนั้น อันนั้น เป็นของคู่สนทนา เช่น I'm your girlfriend. (ฉันเป็นแฟนของเธอนะจ๊ะ)

          You're เป็น รูปย่อของคำว่า you are อันมีความหมายว่า "คุณคือ..." เช่น You're my boyfriend. (คุณคือแฟนของฉันนะ) ทว่าเมื่อถูกนำมาย่อในรูป you're แล้วดันออกเสียงเหมือนกับ your ซะเนียนเลย เมื่อมาสู่ภาษาเขียนก็เลยสร้างความสับสนอยู่ไม่น้อย เพราะออกเสียงกันเพลินจนไม่รู้ว่าจริง ๆ ต้องใช้คำไหนกันแน่ เรื่องนี้ไม่ยากจ้ะ แค่ลองสังเกตจากบริบทโดยรอบก็จะพอให้เดาได้ไม่มีพลาดว่าควรจะเป็น your หรือ you're

2. IT'S / ITS

            It's
เป็นรูปย่อของคำว่า it is, it was และ it has

          Its เป็น สรรพนามใช้แสดงความเป็นเจ้าของว่าคือ ของมัน เช่น This dog is very old. Its fur starts to fall off. (เจ้าตูบตัวนี้แก่มากแล้ว ขนของมันเริ่มจะหลุดร่วง)

          เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนในการพูดที่จะนำไปซึ่งการเขียนผิด เวลาต้องการใช้ It's ก็ให้พูดออกมาดัง ๆ เลยว่ามันคือ It is ทีนี้จะได้ไม่เขียนผิดอีกนะ

3. THERE / THEIR / THEY'RE

          มาดูที่ there และ their ซึ่งออกเสียงเหมือนกันอย่างกับแกะกันก่อนเลย ทั้งสองคำนี้แม้จะออกเสียงเช่นเดียวกัน แต่ว่าความหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิง there ใช้แทนสถานที่ หมายถึง ที่นั่น ในขณะที่ their เป็นสรรพนามใช้แสดงความเป็นเจ้าของ แปลว่า ของพวกเขา หากรู้ความหมายที่ถูกต้องแบบนี้แล้ว ก่อนจะเขียนก็ลองทำความเข้าใจกับประโยคนั้นก่อนว่าต้องการสื่อความว่าอย่าง ไร รับรองว่าจากนี้ไปไม่ใช้ผิดแน่นอน

          ส่วน they're คำ นี้พบว่าออกเสียงคล้าย ๆ กับ there และ their แต่หากออกเสียงช้า ๆ ชัด ๆ แล้วล่ะก็จะพบว่ามันไม่เหมือนกันเลยล่ะ ทั้งนี้ they're เป็นรูปย่อของ they are ซึ่งแปลว่า "พวกเขาเป็น/อยู่/คือ..." เช่น They're the hottest idols at this moment. (พวกเขาคือเหล่านักร้องที่ฮ็อตที่สุดในตอนนี้) รู้ทั้งการออกเสียงและความหมายที่ถูกต้องของพวกมันแล้ว จะใช้คำไหน ๆ ในครั้งต่อไปคงจะไม่สับสนกันแล้วนะจ๊ะ

4. AFFECT / EFFECT

            Affect
เป็น กริยา หมายความว่า มีผลต่อหรือส่งผลกระทบ เช่น Your ability to communicate clearly will affect your income. (ความสามารถในการสื่อสารอย่างชัดเจนจะส่งผลต่อรายได้ของคุณนะจ๊ะ ^^)

          Effect มัก ใช้เป็นคำนาม แปลว่า ผลกระทบ เช่น The effect of poor grammar on a person's income is well documented. (มีข้อสนับสนุนอย่างชัดเจนว่า ผลกระทบจากการใช้แกรมม่าผิด ๆ นั้นส่งผลต่อรายได้ของบุคคลคนหนึ่ง ๆ )

          เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ effect จากการใช้แกรมม่าผิด ๆ มา affect เงินเดือนของคุณ จากนี้ไปก็อย่าใช้ผิดอีกนะ ;D

5. THEN / THAN

          สองคำนี้แม้จะออกเสียงต่างกัน (then/than - เด็น/แดน) แต่ถ้าไม่ระวัง หรือออกเสียงผิด ๆ มาตั้งแต่ตอนพูดแล้วก็จะก่อให้เกิดความสับสนต่อการเขียนได้

          Then มัก ใช้เป็นคำวิเศษณ์ (adverb) สามารถใช้ได้ในหลายความหมาย ทั้งแปลว่า นับแต่นั้นเป็นต้นมาในแง่ของเวลา เช่น I had a serious argue with her, she never talks to me again since then. (ผลทะเลาะกับเธอหนักมาก แล้วเธอก็ไม่คุยกับผมอีกเลยนับแต่นั้นมา) หรือใช้เพื่อบอกลำดับขั้นตอน เช่น To make a cake, put the flour in a bowl then crack an egg.. (ในการทำเค้ก ให้ใส่แป้งลงในชาม จากนั้นตอกไข่ลงไป..)

          Thanใช้ในการเปรียบเทียบของสองสิ่งที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น Watermelon is bigger than orange. (แตงโมลูกใหญ่กว่าส้ม)

          เห็นหรือยังว่าทั้งสองคำนี้ต่างกันทั้งในเรื่องของเสียงและความหมายอย่างชัดเจนเลยทีเดียว

6. LOOSE / LOSE

          มาถึงสุดยอดคำที่มักใช้กันผิดอีกคู่หนึ่งอย่าง loose กับ lose ที่ออกเสียงคล้ายกัน (ลูส) แต่ความหมายไม่ได้ใกล้เคียงกันเลย loose แปลว่า หลวม ในขณะที่ lose แปลว่า แพ้หรือทำหาย ลองมาดูความแตกต่างจากตัวอย่างต่อไปนี้

          If your pants are too loose, you might lose your pants. แปลว่า ถ้าหากกางเกงของคุณมันหลวมเกินไป คุณก็มีสิทธิ์ที่จะทำกางเกงหายไปได้นะจ๊ะ (หลวมจนหลุดนั่นเอง หรือกางเกงหายไปจากสะโพกนั่นเอง)

7. ME, MYSELF, AND I

          Me/I ด้วยทั้ง me และ I ต่างก็แปลว่า "ฉัน" หลาย ๆ คนจึงสับสนว่าทั้งคู่ใช้แตกต่างกันอย่างไร me ใช้เป็นกรรมของประโยค ส่วน I นั้นใช้เป็นประธาน ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น I love you and you love me. (ฉันรักเธอ และ เธอรักฉัน) นั่นไงล่ะจ๊ะ บอกความแตกต่างของคำทั้งสองได้ดีทีเดียว

          Myself คำนี้เป็นสรรพนาม แปลว่า ตัวของฉัน เช่น I always think to myself, 'how wonderful that you love me.' (ฉันคิดกับตัวเองอยู่เสมอว่า ช่างวิเศษอะไรอย่างนี้ที่คุณรักฉัน) โดยคำในตำแหน่ง myself นั้น จะไม่สามารถนำ I หรือ me ไปวางแทนที่ได้เด็ดขาด (หากนำไปวางก็คงรู้สึกแปลก ๆ อยู่ล่ะ)

8. การใช้ เครื่องหมาย " ' "

          ภาษาอังกฤษเรียกเครื่องหมายวรรคตอนนี้ “ ‘ ” ว่า อะโพสโทรฟี (apostrophe) ส่วนภาษาไทยเรียกตามลักษณะที่ปรากฎว่าเครื่องหมาย ฝนทอง เพราะมันเหมือนหยาดฝน หรือจะว่าไปก็เหมือนกับไม้เอก เครื่องหมายวรรณยุตก์ของเรานี่เอง

          ในภาษาอังกฤษจะใช้ ฝนทอง หรือเครื่องหมายอะโพสโทรฟี ใน 2 กรณี คือ

          - ใช้ในคำย่อต่าง ๆ เช่น isn't จาก is not, don't จาก do not เป็นต้น และ

          -  ใช้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ เช่น This is Paula's chilli paste. (นี่คือน้ำพริกของพรหล้า) โดยคำนามที่อยู่ด้านหน้าเครื่องหมาย " ' " จะแสดงความเป็นเจ้าของนามที่อยู่ด้านหลังเครื่องหมาย " ' " เสมอ (ในที่นี้ คำว่า chilli paste อยู่หลังเครื่องหมายอะโพสโทรฟี มันจึงต้องกลายเป็นสมบัติในครอบครองของ Paula ไป กลายเป็น น้ำพริกของพรหล้านั่นเอง)

9. COULD OF, WOULD OF, SHOULD OF คำเหล่านี้ไม่มีใช้กันนะ

          คำว่า could've , would've และ should've (ซึ่งเป็นคำย่อของ could have, would have และ should have) เมื่อใช้ในภาษาพูดแล้ว ยามฟังเหมือนกำลังออกเสียงคำว่า could of, would of และ should of (ลองออกเสียงกันดูนะจ๊ะ) แต่ทั้งสามคำนี้ล้วนเป็นคำที่ไม่มีความหมายใด ๆ เพราะฉะนั้น ยามจะนำคำพูดมาเขียนก็อย่าเผลอเขียน could/would/should of ลงไปนะจ๊ะ ท่องให้ขึ้นใจว่ามันคือ could've , would've และ should've ต่างหาก !!

10. COMPLEMENT / COMPLIMENT

          สองคำนี้แม้จะออกเสียงคล้าย ๆ กัน (แต่ถ้าตั้งใจฟัง ตัว -ple- ของคำว่า complement จะออกเสียงยาวกว่า -pli- ของ compliment อยู่นิดหนึ่ง) แต่ความหมายแตกต่างกันไปคนละทิศละทางเลยล่ะ

          Complementเป็น คำนาม แปลว่า ส่วนที่เพิ่มหรือเติมเข้าไป หรือเป็นกริยาที่แปลว่า เพิ่ม/เติมเข้าไปก็ได้ เช่น Paula and Jon complemented each other well. (พรหล้าและจ้อนต่างเติมเต็มกันและกันได้เป็นอย่างดี

          Complimentเป็น คำนาม แปลว่าคำชม เช่น Tidtie was so pround by the compliment of her teacher. (ติ๊ดตี่รู้สึกปลาบปลื้มมากที่ได้รับคำชมจากคุณครู) หรือ She can't stop compliment about the groom that he's the complement of her life. (เธอไม่สามารถจะหยุดชื่นชมเจ้าบ่าวของเธอได้ ว่าเขาเป็นคนที่เติมเต็มชีวิตของเธอ)

11. FEWER / LESS

          ทั้งสองคำนี้ต่างมีความหมายเชิงเปรียบเทียบในทางที่น้อยลงหรือด้อยกว่า แต่ข้อแตกต่างคือ fewer ใช้กับจำนวนที่นับได้ ส่วน less ใช้กับจำนวนที่นับไม่ได้ เช่น

          Robert has written fewer poems since he got a real job. (โรเบิร์ตเขียนโคลงกลอนน้องลงกว่าเดิม ตั้งแต่เขาได้งานจริง ๆ จัง ๆ) ในกรณีนี้ใช้ fewer เพราะว่า poem (โคลงกลอน) สามารถนับจำนวนได้

          Compare with Robert, Howard has less inspiration to write a poem. (หากเทียบกับโรเบิร์ตแล้วล่ะก็ โฮวาร์ดมีแรงบันดาลใจที่จะเขียนโคลงกลอนน้อยกว่าเสียอีก) ใช้ less กับกรณีนี้เพราะ inspiration (แรงบันดาลใจ) เป็นเรื่องของนามธรรมที่ไม่มีหน่วยนับ จับต้องไม่ได้นั่นเอง

12. HISTORIC / HISTORICAL

          สองคำนี้ต่างเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) ที่ทำหน้าที่ขยายคำนามเหมือนกัน เขียนคล้าย ๆ กัน แถมความหมายก็เป็นไปในเชิงใกล้เคียงกัน ก็เลยสร้างความสับสนได้ไม่น้อย จึงขอไขข้อข้องใจถึงความแตกต่างของทั้งสองคำไว้ดังนี้

          Historic หมาย ความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ชวนให้จดจำจารึกระลึกไว้ เช่น The accident of the Titanic is a historic disaster. (อุบัติเหตุเรือไททานิคนับเป็นความหายนะทางประวัติศาสตร์)

          Historical หมาย ความว่า อะไรอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งสำคัญที่ควรค่าแก่การจดจำของคนหมู่มาก เป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไรนักก็ได้ ตัวอย่างต่อเนื่องมาจากด้านบนว่า The accident of the Titanic is a historic disaster but Jack and Rose were not the historical figure. (แม้อุบัติเหตุเรือไททานิคจะเป็นความหายนะทางประวัติศาสตร์ แต่แจ็คกับโรสไม่ได้เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีตัวตนอยู่จริง)

13. PRINCIPAL  / PRINCIPLE

          สองคำนี้ออกเสียงคล้ายกันมากจนฟังแต่ศัพท์เดี่ยว ๆ แล้วอาจแยกไม่ออก แต่เมื่อฟังเมื่อมันในรูปประโยคก็จะสามารถแยกแยะออกได้โดยดูจากบริบทรอบข้าง

          Principal เป็นคำนามแปลว่า ผู้มีอำนาจสูงสุด หรือเมื่อเป็นคำคุณศัพท์ก็แปลว่า ซึ่งสำคัญที่สุด เช่น He is the the principal of a kindergarten school. (เขาเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง)

          Principleแปล ว่าหลักการ ทฤษฎี กฏ หรือหลักศีลธรรมก็ได้ เช่น It's against the principle to accept gifts from clients. (การรับของขวัญจากลูกค้านับเป็นเรื่องที่ผิดกฎ)

14. LITERALLY 
          หลาย ๆ คนคงรู้สึกงุนงงเมื่อเห็นเจ้าคำนี้ปรากฏอยู่ในข้อความใด ๆ ว่าตกลงมันมีความหมายว่าอย่างไรกันหนอ คำว่า literally นี้แปลว่า หมายความตามตัวอักษร ไร้ซึ่งการเทียบเคียงหรือเปรียบเปรยใด ๆ เช่น I'm literally dying of shame. ประโยคนี้หากแปลผ่าน ๆ ก็แปลว่า ฉันกำลังจะตายเพราะความอับอายอยู่แล้ว แต่คำว่า literally ที่เติมเข้าไป เน้นให้เห็นจริง ๆ ว่า คนพูดกำลังอับอายขายขี้หน้าถึงขีดสุดจนจะตายอยู่รอมร่อแล้วจริง ๆ นั่นเองจ้ะ (ประมาณว่าเสียหน้ายับเยินจนจิตตก พาลให้ป่วยใกล้ตายซะอย่างนั้น)

15. สื่อความผิดพลาดจากการเรียงคำที่มีน่าสับสน
          นี่เป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ หากมีคำซึ่งสามารถแปลได้หลายความหมายตามตำแหน่งต่าง ๆ ที่วางลงไปในประโยค เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนและเห็นภาพ ไปดูตัวอย่างกันเลย

          After rotting in the cellar for weeks, my brother brought up some oranges. ประโยคนี้มีความหมายตามตัวว่า หลังจากเปื่อยเน่าอยู่ที่ห้องใต้ดินตั้งหลายสัปดาห์ ที่ชายของฉันก็ขนส้มขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ..ฟังดูแล้วงง ๆ ปนสยอง ว่าพี่ชายเนี่ยนะที่เน่าเปื่อยอยู่ในห้องใต้ดิน ตกลงนี่มันคนหรือซอมบี้กันล่ะเนี่ย O_o ! 

          ทั้งที่ความจริงแล้วการสื่อความที่ถูกต้องน่าจะเรียงประโยคแบบต่อไปนี้ My brother brought up some orange that had been rotting in the cellar for weeks. ซึ่งแปลตามตัวได้อย่างชัดเจนว่า พี่ชายขนส้มที่เน่าจากการถูกเก็บลืมไว้ในห้องใต้ดินขึ้นมาจำนวนหนึ่ง หรือเอาง่าย ๆ ว่า พี่ชายขนส้มเน่าขึ้นมาจากห้องใต้ดินนั่นเอง

          ด้านบนนี้เป็นตัวอย่างความกำกวมของการเรียงคำในประโยค ซึ่งความจริงทั้งสองประโยคต่างก็แปลออกมาได้เหมือนกัน แต่ประโยคที่แปลออกมาแล้วมีความหมายที่เป็นเหตุเป็นผลก็คือประโยคหลังนั่น เอง นอกจากตัวอย่างนี้แล้วก็ยังมีประโยคที่สามารถเข้าข่ายกำกวมได้อีกมากมาย เพราะฉะนั้นเขียนเสร็จแล้วก็ต้องอ่านตรวจทานดูดี ๆ ว่าประโยคที่คุณเขียนลงไปนั้นแปลออกมาแล้วได้ความหมายที่เข้าใจได้หรือไม่ ด้วยนะ

          เป็นอย่างไรกันบ้างเอ่ย กับเรื่องจุกจิกในภาษาอังกฤษที่มักสับสนและใช้กันผิดอยู่บ่อย ๆ ใครอ่านและทำความเข้าใจตาม 15 ข้อที่นำมาฝากกันด้านบนนี้แล้ว คราวหน้าก็หวังว่าจะใช้ภาษาอังกฤษได้ลื่นไหลไม่มีสะดุดกันนะจ๊ะ :D

>>> Read more >>>